วิทยาศาสตร์สุขภาพ

วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อสุขภาพทางร่างกาย

 วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการส่งเสริมสุขภาพทางร่างกาย

–          ขอบเขตของวิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการส่งเสริมสุขภาพทางร่างกาย โดยมีตัวอย่างพืช ผัก ผลไม้ ได้แก่

  • ข้าวคือ ข้าวกล้อง
  • พืชที่ใช้เป็นเครื่องปรุงแต่งกลิ่น รส และสีอาหาร เช่น หอม กระเทียม ขึ้นฉ่าย ย่านาง ข่า ขิง ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย ไพล กระชาย ตะไคร้ พริก พริกไทย ผักชี ยี่หร่า แมงลัก โหระพา สะระแหน่ กะเพรา อบเชยเทศ ลูกจันทน์เทศ กานพลู ดีปลี เทียนตากบ ผักชีลาว
  • พืชที่ใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก เช่น ผักบุ้ง ผักปลัง ผักโขม สะเดา บัวบก กระถินบ้าน แค ตำลึง ชะอม ถั่วฝักยาว
  • พืชที่ใช้ดอกและผลเป็นอาหาร เช่น ยอ มะกรูด มะกอก มะเขือ มะแว้ง มะอึก บวบ น้ำเต้า แตงไทย แตงกวา มะระ ฟัก กระเจื๊ยบ มะละกอ มะม่วง มะพร้าว มะขาม มะตูม มังคุด น้อยหน่า ฝรั่ง ส้ม สัปปะรด กล้วย ขนุน ถั่วต่าง ๆ
  • พืชที่ใช้หัวเป็นอาหาร เช่น ถั่วพู มันเทศ เผือก

–          บทบาทของสมุนไพรในการส่งเสริมสุขภาพทางร่างกาย

  • บทบาทสมุนไพรเป็นเครื่องปรุงแต่ง กลิ่น รส และสีของอาหาร โดยคนไทยนิยมมาแต่ดั้งเดิมอยู่แล้ว เพื่อให้อาหารน่ากินขึ้น
  • บทบาทสมุนไพรขึ้นอยู่กับวิถีการบริโภค และการเข้าถึงของคนไทย โดยสมุนไพรสามารถเข้าถึงคนไทยในเรื่องการปลูกไว้ในครัวเรือน การหามาใช้ได้ง่าย และราคาไม่แพง
  • บทบาทสมุนไพรขึ้นอยู่กับความสะดวกสบายของผู้บริโภค ในปัจจุบันการดำเนินชีวิตมีความเร่งรีบ และต้องแข่งขันกับเวลา ทำให้บทบาทของสมุนไพรก็ลดน้อยลงไป
  • บทบาทสมุนไพรขึ้นอยู่กับลักษณะบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ในปัจจุบันที่อยู่อาศัยในเมืองมีพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งเหลือไม่เพียงพอในการปลูกพืชผักสวนครัว ประกอบกับการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาในการปลูกพืชผักกินเอง
  • บทบาทสมุนไพรขึ้นอยู่กับความปลอดภัย พืชผักพื้นบ้าน โดยส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตราย แต่ก็มีอีกหลายชนิดที่ยังไม่มีการวิจัยทางเภสัชโภชนา และทางพิษวิทยาเช่นกัน

วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการป้องกันโรคทางร่างกาย

–          ขอบเขตของวิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการป้องกันโรคทางร่างกาย

  • จากผลการวิจัยทางเภสัชโภชนานั้น ทำให้เรารู้ว่า สรรพคุณทางยาของพืช ผักและผลไม้พื้นบ้านสามารถป้องกันโรคของระบบต่าง ๆ ได้ โดยมีสรรพคุณเช่น ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ควบคุมโคเลสเตอรอลในเลือด ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิตสูง

–          บทบาทของสมุนไพรในการป้องกันโรคทางร่างกาย

  • มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และฆ่าเชื้อรา
    • กระเทียม มีสารอัลลิซิน (allicin) มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ในปากและลำคอ โดยวิธีใช้ประโยชน์ คือ นำกระเทียมมาบดหรือขูดให้ละเอียด บีบคั้นเอาแต่น้ำ ใช้น้ำคั้นผสมน้ำอุ่น 5 เท่า ผสมเกลือเล็กน้อย ใช้กลั้วคอ ฆ่าเชื้อโรคในปากและลำคอ ให้หายเหม็นปาก และรักษาต่อมทอนซิลอักเสบที่เริ่มเป็นได้
    • อบเชย ที่เปลือกมีน้ำมันหอมระเหยซินนามอลดีไฮด์ (Cinnamaldehyde) ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ดี น้ำมันหอมระเหยที่มีความเข้มข้นสูง 20% สามารถแก้พิษอะฟลาท็อกซิน และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราแอสเปอร์จิลลัส พาราไซติคัส ซึ่งเป็นราในถั่วลิสงป่น พริกป่น ทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงและเป็นสาเหตุของโรคตับ ได้อย่างสมบูรณ์ วิธีการใช้ประโยชน์เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย คือ ผสมน้ำอบเชย 5-6 ซีซี กับน้ำ 1 ลิตร คลุกเคล้ากับเนื้อสัตว์ เช่น กุ้ง สามารถรักษาความสดได้ 20 ชั่วโมง ซึ่งปกติจะเน่าเสียภายใน 4-10 ชั่วโมง ส่วนวิธีการใช้ประโยชน์กับร่างกาย คือ รับประทานยาธาตุน้ำอบเชย 2-3 ช้อนโต๊ะหลังอาหาร ช่วยขับลม แก้ท้องอืด เฟ้อ อาหารไม่ย่อย
  • มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
    • ขมิ้นชัน เหง้าขมิ้นชันมีน้ำมันระเหยเคอร์คิวมิน (Curccumin) ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร กระตุ้นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ให้มีจำนวนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ฆ่าแบคทีเรียที่สร้างกรดในกระเพาะอาหารให้ลดลง มีผลระงับอาการท้องอืด เฟ้อ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฝาดสมานช่วยห้ามเลือดและแผลในกระเพาะอาหารอีกด้วย วิธีใช้ประโยชน์ คือ หากกินในรูปของน้ำมัน ไม่ควรกินเกิน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และไม่เกิน 50 กรัม หากกินในรูปของลูกกลอน ให้กินก่อนอาหารและก่อนนอน ครั้งละ 3-5 เม็ด หรือกินเวลามีอาการท้องอืด เฟ้อ
  • มีฤทธิ์ควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด
    • หัวหอม มีสารระบายลิ่มเลือดที่จับตัวขวางทางเดินเลือดได้ คือ ไซโคลอัลลิอิน (Cycloallein) ลดระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้ลดความดันโลหิตสูงด้วย วิธีใช้ประโยชน์ คือรับประทานหอมหัวใหญ่ครึ่งหัวหรือหอมแดง 5-6 หัว สดทุกวันพร้อมอาหาร อย่างน้อย 2 เดือน
    • กระเทียม หัวกระเทียมมีสารหลายตัวที่มีประโยชน์ในการรักษาโรค สารตัวหลักคือ อัลลิซิน เป็นสารที่ลดการรวมตัวของเกล็ดเลือด และสามารถละลายลิ่มเลือดซึ่งอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง สารดังกล่าวช่วยลดความดันโลหิต โดยออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดให้กว้างขึ้น ช่วยลดโคเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำกระเทียมดิบ สดใหม่มาสับหรือบด ตวงได้ 1 ช้อนชาพูน กินพร้อมอาหารวันละ 3 เวลา รวม 15 กรัม อย่ากินตอนท้องว่างเพราะจะระคายเคืองกระเพาะอาหาร
    • คำฝอย น้ำมันคำฝอยได้จากเมล็ด มีส่วนประกอบเป็น Linoleic acid เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ทำให้ลดการจับตัวของเกล็ดเลือด ทำให้โคเลสเตอรอลต่ำ วิธีใช้ประโยชน์ คือ กินน้ำมันเมล็ดคำฝอย
  • มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
    • หอมใหญ่ มีสารที่ระบายลิ่มเลือดที่จับตัวขวางทางเดินเลือด และลดน้ำตาล
    • มะระขี้นก มีสารลดน้ำตาลที่มิใช่อินซูลิน มีการวิจัยว่าได้ผลดีกับเด็กที่เป็นโรคเบาหวาน วิธีใช้ประโยชน์ นำผลมะระประมาณ 4 กรัม คั้นหรือปั่นกับน้ำ 2 แก้ว แล้วกรองดื่ม ทุกวัน

วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการฟื้นฟูสภาพทางร่างกาย

–          ขอบเขตของวิทยาศาสตร์ทางสมุนไพรกับการฟื้นฟูสภาพทางร่างกาย

  • พืชผักที่มีสรรพคุณทางยาในการฟื้นฟูสภาพทางร่างกาย เช่น ฟื้นฟูอาการท้องเสียเรื้อรัง ได้แก่ กระชาย กานพลู ผักเสื้ยน เพกา แค ฟื้นฟูอาการร้อนในกระหายน้ำ ได้แก่ กระชาย ผักโขม ถั่วพู แค ฟื้นฟูไข้หวัดเรื้อรัง ได้แก่ สะเดา มะตูม สมอไทย ลดการเลือดออกตามไรฟัน ได้แก่ ผักเบี้ยใหญ่ ชะอม มะนาว มะรุม ลดอาการท้องผูก ได้แก่ ขี้เหล็ก คูน มะขาม

–          บทบาทของสมุนไพรในการฟื้นฟูสภาพทางร่างกาย

  • การฟื้นฟูอาการท้องเสียเรื้อรัง
    • กระชาย เหง้าและรากกระชายมีน้ำมันระเหย ซึ่งมีสาร Flavonoid และ Chromene มีประสิทธิภาพในการยับยั้งในลำไส้ และช่วยขับลม ช่วยให้กระเพาะลำไส้เคลื่อนไหว วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำเหง้าและรากประมาณครึ่งกำมือ ทุบพอแหลก ต้มเอาน้ำดื่มหรือปรุงรับประทานอาหาร
    • กานพลู ดอกตูมของกานพลูมีน้ำมันระเหย ซึ่งมีสารประกอบ Eugenol ที่มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ทำให้อาการปวดท้องลดลง ช่วยขับน้ำดี ลดอาการจุกเสียดและช่วยฆ่าแบคทีเรียในลำไส้ ในช่องปาก วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำดอกตูม 5-8 ดอกต้มน้ำดื่ม หรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม
    • ผักเสี้ยน ต้นและเมล็ดมีสรรพคุณฆ่าพยาธิไส้เดือน วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำผักเสี้ยนมาดองเพื่อสลายสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง แล้วจึงนำไปรับประทานกับน้ำพริกหรือแกง
    • เพกา เปลือกต้นมีสาร Antraquinone มีสรรพคุณขับลมในลำไส้ แก้ท้องร่วง แก้บิด รากแก้ท้องร่วง ฝักอ่อนขับผายลม เมล็ดแก่ช่วยระบาย สารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ และรักษาอาการแพ้ วิธีใช้ประโยชน์ นำยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสด ฝักอ่อนเผาให้สุกขูดผิวนอกออก หรือนำฝักไปต้ม รับประทานกับน้ำพริกหรือแกง
    • แคบ้าน ยอดอ่อน ใบอ่อน มีสาร Flavonoid มีสรรพคุณดับพิษไข้ ดอกแคมีสรรพคุณแก้ไข้หัวลม วิธีใช้ประโยชน์ นำยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนมารับประทานกับน้ำพริกหรือนำดอกอ่อนไปปรุงเป็นแกง
  • การฟื้นฟูอาการร้อนในกระหายน้ำ
    • ผักโขม รากมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ วิธีใช้ประโยชน์ นำยอดอ่อน ใบอ่อน มาลวกหรือต้ม รับประทานกับน้ำพริกหรือปรุงเป็นแกง
    • ถั่วพู ฝักถั่วพูมีวิตามินเอ ซี อี แร่ธาตุฟอสฟอรัส ในปริมาณค่อนข้างสูง มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย วิธีใช้ประโยชน์ คือ ใช้ฝักอ่อนปรุงเป็นอาหาร ควรรับประทานสุก เพราะเมล็ดถั่วพลูมีสารบางอย่างเป็นผลเสียต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย หรือนำเมล็ดมาตากแห้ง บดเป็นผง ชงกับน้ำดื่มวันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร
    • สมอ ผลอ่อนมีสารแอนทราคิวโนน มีฤทธิ์ระบาย ช่วยขับถ่าย ผลแก่มีสารแทนนิน มีฤทธิ์ระบาย และบรรเทาอาการระคายเคือง แก้ลมจุกเสียด รักษาอาการท้องเสีย แก้พิษร้อนในกระหายน้ำ
  • การฟื้นฟูไข้หวัดเรื้อรัง
    • สะเดา ก้านและใบ มีสรรพคุณแก้ไข้ทุกชนิด วิธีใช้ประโยชน์ นำยอดอ่อนมาลวกหรือต้ม รับประทานกับน้ำพริก
    • มะตูม รากแก้ลม หืดหอบ ไอ ช่วยบำบัดเสมหะ น้ำที่คั้นจากใบใช้แก้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ ผลสุกแก้เสมหะ แก้กระหายน้ำ วิธีใช้ประโยชน์ นำยอดอ่อน ผลดิบ ใบอ่อน มารับประทานเป็นผักแกล้มลาบ หรือแจ่วป่น หรือยำ
    • มะนาว น้ำมะนาวมีสารฟลาโวนอยด์ และกรดอินทรีย์หลายตัว ทำให้มีรสเปรี้ยวจัด เป็นยาขับเสมหะ
  • การลดอาการเลือดออกตามไรฟัน
    • มะขามป้อม ผลมีวิตามินซีสูง มีสรรพคุณแก้หวัด แก้เลือดออกตามไรฟัน วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำผลแก่สด 2-3 ผล โขลกแทรกเกลือเล็กน้อย อมหรือเคี้ยวรับประทาน วันละ 3-4 ครั้ง
    • มะรุม ใบมะรุมมีสรรพคุณแก้เลือดออกตามไรฟัน วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำใบอ่อนไปลวกหรือต้ม รับประทานกับแจ่ว ลาบ หรือปรุงเป็นแกง
  • การลดอาการท้องผูก
    • ขี้เหล็ก ใบมีฤทธิ์เป็นยาระบายเพราะมีสารแอนทราควิโนน มีฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้มีการบีบตัวเพื่อขับถ่าย วิธีใช้ประโยชน์ คือ ใช้ใบขี้เหล็กทั้งใบอ่อนและแก่ 4-5 กำมือ ต้มเอาน้ำดื่มก่อนอาหาร หรือเวลาท้องผูก
    • คูน เนื้อในฝักแก่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย เพราะมีสารแอนทราควิโนน มีฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้บีบตัวเพื่อขับถ่าย วิธีใช้ประโยชน์ นำเนื้อในฝักประมาณ 4 กรัม ต้มกับน้ำ ใส่เกลือนิดหน่อย ดื่มก่อนนอนหรือตอนเช้าก่อนอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ท้องผูกเป็นประจำ และหญิงมีครรภ์สามารถใช้ได้
    • มะขาม ชนิดเปรี้ยวมีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดทาร์ทาร์ริก กรดซิตริก มีฤทธิ์เป็นยาระบาย วิธีใช้ประโยชน์ น้ำมะขามเปียกรสเปรี้ยว 10-20 ฝัก จิ้มเกลือรับประทาน แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ

วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อสุขภาพทางจิตใจ

 วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการส่งเสริมสุขภาพทางจิตใจ

–          ขอบเขตของวิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการส่งเสริมทางจิตใจ

  • ผลการวิจัยทางเภสัชโภชนาทำให้สามารถอธิบายสรรพคุณทางยาของพืช ผัก และผลไม้ ซึ่งใช้เป็นอาหารและมีฤทธิ์ส่งเสริมสุขภาพทางจิตใจด้วย ได้แก่ สรรพคุณในการบำรุงธาตุ คือทำให้ธาตุทั้ง 4 ที่เป็นธาตุเจ้าเรือนสมดุลก็จะไม่เจ็บไม่ไข้ สรรพคุณในการเจริญอาหาร สรรพคุณในการบำรุงกำลัง สรรพคุณในการนอนหลับ

–          บทบาทของสมุนไพรในการส่งเสริมสุขภาพทางจิตใจ

  • การบำรุงธาตุ
    • อบเชย น้ำมันระเหยที่สกัดได้จากเปลือก มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย และฆ่าเชื้อรา แพทย์แผนโบราณจึงนำมาปรุงยาบำรุงธาตุ หรือยาธาตุ เพื่อแก้พิษจุลินทรีย์ วิธีใช้ประโยชน์ คือ กินยาธาตุน้ำอบเชย หลังอาหาร 2-3 ช้อนโต๊ะ
    • ชะพลู มีสรรพคุณบำรุงธาตุ วิธีใช้ประโยชน์ นำใบอ่อนนำมาทำเป็นอาหาร
    • มะตูม มีสรรพคุณบำรุงธาตุ คือ ระบบย่อยอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ ให้แข็งแรง มีฤทธิ์เป็นยาแก้ท้องผูกและท้องเสีย ดื่มน้ำมะตูมเป็นประจำ ช่วยให้สดชื่น บำรุงกำลัง วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำเนื้อผสมน้ำผึ้งกินครั้งละ 1-2 ช้อนชา เช้า-เย็น หรือนำมะตูมแห้งมาต้มน้ำดื่ม วันละ 2-3 แก้ว
    • สมอไทย มีสรรพคุณช่วยระบายท้อง และช่วยให้หยุดถ่ายได้เอง (รู้ปิดรู้เปิด) บำรุงธาตุ วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำลูกสมอไทย 1 ลูก แช่ในน้ำในแก้ว 1 คืน ตื่นเช้ากินทั้งน้ำทั้งเนื้อ เป็นยาอายุวัฒนะ
  • การเจริญอาหาร
    • ยอ ใบและผล มีสารแอนทราควิโนนออกฤทธิ์ช่วยระบายท้องแบบนิ่มนวล ไม่ไซ้ ไม่ทำอันตรายลำไส้ ไม่ทำให้อ่อนเพลีย ช่วยขับพยาธิตัวกลม ทั้งเส้นด้ายและไส้เดือนอย่างหมดเกลี้ยง ทำให้เจริญอาหาร และร่างกายแข็งแรง วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำใบยอมาปรุงอาหาร หรือนำมาบดเป็นผง ละลายน้ำดื่ม ครั้งละ 2 ช้อนกาแฟ หรือผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน กินครั้งละ 2 เม็ด ส่วนลูกนำมาฝานเป็นแว่นบาง ๆ คั่วทั้งสด ๆ บนไฟอ่อน จนเหลืองกรอบ นำลูกยอที่คั่วแล้ว มาชงน้ำร้อนดื่ม โดยใช้ลูกยอ 1 ลูกต่อน้ำ 1 แก้ว ตั้งทิ้งไว้ 5 นาที เพื่อให้ตัวยาละลายออกมา แล้วค่อย ๆ จิบทีละนิด จนหมดแก้ว
    • มะระขี้นก มีสาร Polypeptide-p ออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดที่มิใช่อินซูลิน ไปเพิ่มการใช้น้ำตาลของเนื้อเยื่อ ทำให้เจริญอาหาร วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำมะระขี้นกเมื่อลูกยังเขียว นำมาต้มให้สุก รับประทานเป็นอาหาร
    • สะเดา สารรสขมในสะเดา ขื่อ นิมบิดิน (Nimbidin) มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำยอดและดอกมาลวกหรือต้ม รับประทานเป็นอาหาร
    • บอระเพ็ด ต้นบอระเพ็ดมีสารที่ออกฤทธิ์ทำให้เจริญอาหาร วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำเถาบอระเพ็ดหรือต้นสด ครั้งละ 2 คืบครึ่ง หรือประมาณ 30-40 กรัม ตำคั้นเอาน้ำดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นหรือมีอาการเบื่ออาหาร หรือใช้วิธีดองน้ำผึ้ง หรือปั้นเป็นยาลูกกลอนได้
  • การบำรุงกำลัง
    • กระชาย เหง้ากระชายมีสารช่วยยับยั้งแบคทีเรียในลำไส้ ช่วยขับลม และช่วยทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนไหว มีสรรพคุณบำรุงกำลัง วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำเหล้าและรากกระชายประมาณครึ่งกำมือ ถ้าสดหนักประมาณ 5-10 กรัม ถ้าแห้งหนัก 3-5 กรัม ทุบพอแหลก ต้มเอาน้ำดื่ม หรือปรุงเป็นอาหาร กินก่อนอาหารเย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา ทุกวัน บำรุงกำลัง ทำให้สดชื่น
    • ถั่วพู หัวใต้ดินถั่วพูมีโปรตีนสูงที่สุดในบรรดาพืชหัวทั้งหมด คือ 12-15% เมล็ดแก่มีสูงถึง 34% ฝักถั่วพลูก็เช่นกัน จึงช่วยบำรุงกำลัง มีสรรพคุณแก้อาการมืน เวียนศีรษะ ตาลาย อันเนื่องจากตรากตรำใช้สมองมากหรือนอนดึก วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำฝักอ่อนปานกลางมาทำเป็นอาหารหรือหัวถั่วพู 1 กำมือ สับเป็นชิ้น ๆ ตากแดดให้แห้งสนิท คั่วพอเหลือง ชงน้ำร้อนกินต่างน้ำ
    • มะขามป้อม มีสารประกอบที่สามารถกำจัดอนุมูลอิสระ และต้านพิษโลหะได้ จึงเป็นเหมือนสารล้างพิษในร่างกาย มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ วิธีใช้ประโยชน์ คือ กินมะขามป้อมลูกสด วันละ 1 ลูก
  • การนอนหลับ
    • ขี้เหล็ก สารสกัดใบขี้เหล็กด้วยแอลกอฮอล์ 25% มีฤทธิ์สงบประสาทและความเจ็บปวด ระงับอาการตื่นเต้นทางประสาทด้วย ใบขี้เหล็กไม่ใช่ยานอนหลับ แต่สามารถช่วยให้นอนหลับดีขึ้น และมีส่วนช่วยเสริมฤทธิ์ยานอนหลับประเภทบาร์บิทูเรทได้ด้วย วิธีใช้ประโยชน์ คือ นำยอดใบอ่อนหรือดอกมาทำเป็นอาหาร

  วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการป้องกันปัญหาสุขภาพทางจิตใจ

–          ขอบเขตของวิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการป้องกันปัญหาสุขภาพทางจิตใจ

  • วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวหนึ่ง ที่มีผลต่อสมองคือเปลี่ยนกรดอะมิโนให้กลายเป็นสารที่จำเป็นในสมอง ช่วยให้การทำงานของสมองเป็นปกติ การขาดวิตามินซีอาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติทางจิต ตัวอย่างพืช ผัก และผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ย่านาง สะเดา ขี้เหล็ก มะระขี้นก ฟักข้าว สมอไทย และมะขามป้อม
  • พืช ผักและผลไม้บางชนิดมีสรรพคุณในการกล่อมประสาทช่วยบำรุงประสาทและช่วยให้จิตใจสงบ ซึ่งอาจเป็นทั้งอาหารหรือน้ำมันนวดตัว นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรจากสัตว์ที่มีสรรพคุณต่อจิตใจ เช่น น้ำผึ้ง
  • การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวในครัวเรือน อาจช่วยเพิ่มความสบายและความสุขใจได้ พืชพื้นบ้านบางอย่างนิยมปลูกไว้เป็นไม้มงคล ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพทางจิตใจ

–          บทบาทของสมุนไพรในการป้องกันปัญหาสุขภาพทางจิตใจ

  • งานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์กับระดับน้ำตาลในเลือด พบว่า เมื่อเราได้น้ำตาล ตับอ่อนจะปล่อยอินสุลินเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มขึ้น มีผลให้ทริปโทแฟนเพิ่มตาม และทริปโทแฟนไปกระตุ้นสมองให้หลั่งเซอโรโทนิน เป็นสารพวกนิวโรทรานมิทเทอร์ หรือสารสื่อสัญญาณประสาท ซึ่งมีฤทธิ์กล่อมประสาท ทำให้ลดความเครียดได้ แต่ที่สำคัญคือร่างกายต้องได้รับน้ำตาลในขนาดที่พอเหมาะ น้ำตาลที่ว่าอาจมาจากน้ำผึ้งก็ได้ ในน้ำผึ้งมีส่วนของโมโนแซคคาไรด์ หรือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 79% จึงให้พลังงานได้เร็วกว่าน้ำตาลธรรมดา นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุอื่น ๆ ได้แก่ ฟอสฟอรัส เหล็ก แมกนีเซียม กำมะถัน แมงกานิส แคลเซียม วิตามินบี(รวม) ซี และกรดมด จึงควรรับประทานน้ำผึ้งแท้วันละ 1-2 ช้อนชา จะเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจ
  • งาเป็นพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว มีสารเลคซิทินช่วยควบคุมโคเลสเตอรอลในร่างกาย ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด โปรตีนในงามีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีวิตามินบีเกือบครบทุกชนิด ซึ่งวิตามินบีมีประโยชน์ช่วยบำรุงประสาท ป้องกันโรคเหน็บชา น้ำมันงามีคุณสมบัติหล่อลื่น บำรุงผิวหนัง กระดูกและประสาท ช่วยให้จิตใจสงบ วิธีการนวด ให้นวดทั้งตัว นานประมาณ 5-10 นาที ตั้งแต่กระหม่อม ไล่ลงมาให้ทั่วจนถึงฝ่าเท้า
  • อิทธิพลจากสภาพแวดล้อม ช่วยเพิ่มความสบายและสุขใจ และความเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง ตามตำราการปลูกต้นไม้ตามทิศในตำราพรหมชาติ แนะนำให้ปลูกมะยมไว้ทิศตะวันออก มะตูมไว้ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มะขามไว้ทิศตะวันตก ขนุนไว้ทิศตะวันตกเฉียงใต้

วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพทางจิตใจ

–          ขอบเขตของวิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพทางจิตใจ

  • การบำบัดด้วยน้ำมันระเหย เป็นการใช้น้ำมันระเหยจากพืชในการคืนการผ่อนคลาย ความสบายใจ และความสงบให้เกิดแก่จิตใจของผู้ป่วย โดยอยู่ในรูปการอาบ การอบ การสูดดม การแช่มือแช่เท้า การประคบ การนวด น้ำมันระเหยแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ ประเภทที่ใช้เสริมกำลังกายและใจ ประเภทที่ใช้ปรับการทำงานสำคัญของร่างกาย และประเภทที่ใช้ผ่อนคลายกายและใจ โดยน้ำมันระเหยสามารถซึมผ่านผิวหนังผ่านรูเปิดต่อมเหงื่อหรือตามรูขุมขน แล้วซึมเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง หรือหลอดเลือดแล้วเข้ารักษาภายในเซลล์และเนื้อเยื่อของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย การใช้น้ำมันระเหยควรระมัดระวัง โดยทดลองใช้ทาหลังใบหูก่อนเล็กน้อย เพื่อดูว่าจะแพ้หรือไม่

–          บทบาทของสมุนไพรในการฟื้นฟูสุขภาพทางจิตใจ

  • พืชพื้นบ้านที่มีการสกัดน้ำมันระเหยได้ เช่น มะลิ โหระพา ตะไคร้ เป็นต้น น้ำมันระเหยจากโหระพา มีสรรพคุณเบิกบาน สดชื่น บำบัดอาการซึมเศร้า เครียด ปัญหาระบบทางเดินหายใจ ปัญหาระบบย่อยอาหาร น้ำมันระเหยจากมะลิ มีสรรพคุณผ่อนคลาย บำบัดอาการอ่อนล้า น้ำมูกไหล ผิวแห้ง น้ำมันระเหยจากตะไคร้ มีสรรพคุณปรับสภาพ สดชื่น บำบัดอาการอาหารไม่ย่อย ผิวมัน ลำไส้ใหญ่อักเสบ

 

วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อสุขภาพชุมชน

 วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการส่งเสริมสุขภาพชุมชน

–          ขอบเขตของวิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการส่งเสริมสุขภาพชุมชน

  • สมุนไพรเพื่อการส่งเสริมสุขภาพชุมชน หมายถึง การใช้ประโยชน์สูงสุดจากพืชสมุนไพรพื้นบ้านในการช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยส่งเสริมการใช้พืช ผัก และผลไม้ในการประกอบอาหาร นำมาสกัดและแปรรูป และนำมาเป็นอาหารของสัตว์เลี้ยง

–          บทบาทของสมุนไพรในการส่งเสริมสุขภาพชุมชน

  • ใช้ประกอบอาหารและเป็นโภชนบำบัดในการส่งเสริม ป้องกันปัญหา และฟื้นฟูสภาพทางจิตใจ ใช้เพิ่มรายได้ให้กับตนเอง ครอบครัวและชุมชน และใช้เลี้ยงสัตว์

 วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการป้องกันปัญหาสุขภาพชุมชน

–          ขอบเขตของวิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการป้องกันปัญหาสุขภาพชุมชน

  • ปัจจัยด้านพืชผักสมุนไพรพื้นบ้าน พืช ผักพื้นบ้านบางชนิดมีสรรพคุณใช้กำจัดยุง และแมลงศัตรูพืชอย่างมีประสิทธิผล โดยไม่มีสารพิษเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ หรือมีสารพิษตกค้าง
  • ปัจจัยด้านบุคคล การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและต่อเนื่องจากสมาชิกทุกคน ทุกเพศทุกวัย ทุกครัวเรือนในการปลูกพืชผักสมุนไพรอย่างรู้คุณค่าเพื่อสุขภาพชุมชนโดยรวม
  • ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม คำนึงถึงความเป็นประโยชน์และปลอดภัยแก่ส่วนรวม การสร้างความร่มรื่น การรักษาสภาพผืนดิน การเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและดิน รวมทั้งความยั่งยืนของการดำรงรักษาชุมชน

–          บทบาทของสมุนไพรในการป้องกันปัญหาสุขภาพชุมชน

  • พืชผักพื้นบ้านที่มีสรรพคุณในการใช้กำจัดยุง และแมลงศัตรูพืช
    • ตะไคร้หอม น้ำหอมจากตะไคร้ทาป้องกันยุงมีฤทธิ์นาน 2 ชั่วโมง
    • สะเดา เมล็ดและใบมีสารออกฤทธิ์ขับไล่แมลง ยับยั้งการออกไข่ และฆ่าแมลงที่เป็นศัตรูพืชหลายตัว สารที่ออกฤทธิ์สูงสุดคือ อะซาไดแรคติน (Azadirachtin) โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ วิธีการใช้ประโยชน์ คือ นำใบ 4 กิโลกรัมหรือเมล็ดสะเดา 2 กิโลกรัม หัวข่าแก่ 2 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1 ปีบหรือ 20 ลิตร นำสะเดาและข่ามาโขลกให้ละเอียดหมักในน้ำ 1 ปีบ ทิ้งไว้เพียงคืนเดียว กรองเอากากทิ้ง เอาส่วนที่เป็นน้ำไว้ใช้
    • ข่า เหง้าข่าประกอบด้วยน้ำมันระเหย มีฤทธิ์ไล่แมลงวัน
    • ผักคราด สารสกัดจากผักคราดหัวแหวนมีฤทธิ์ต้านยุงก้นปล่องได้
  • พืชผักพื้นบ้านที่มีสรรพคุณในการใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง
    • ก้านและใบของผักหนาม ตำรวมกับเกลือให้วัวความกิน ทำให้อ้วนท้วนสมบูรณ์
    • ใบกระถินบ้าน มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ใบกระถินแห้งนำไปป่นเป็นอาหารสัตว์
    • แคบ้าน เป็นพืชตระกูลถั่ว ยอดอ่อนแคบ้านใช้เป็นอาหารสัตว์ที่ให้คุณค่าทางอาหารสูง

  วิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพชุมชน

–          ขอบเขตของวิทยาศาสตร์กับสมุนไพรเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพชุมชน

  • การใช้ประโยชน์จากพืชผักพื้นบ้านในพืชตระกูลถั่ว เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน เช่น ต้นขี้เหล็ก ต้นกระถินบ้าน ต้นแคบ้าน

–          บทบาทของสมุนไพรในการฟื้นฟูสุขภาพชุมชน

  • พืชผักสมุนไพรพื้นบ้านพวก ขี้เหล็ก กระถินบ้าน แคบ้าน เป็นต้นไม้ตระกูลถั่ว จึงให้สารอาหารที่มีคุณค่าแก่ดินช่วยฟื้นฟูสุขภาพชุมชน นอกจากนี้ยังมีอื่น ๆ อีก เช่น สะเดา มะม่วง มะกอก สมอไทย เป็นต้น ช่วยให้สุขภาพดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s